การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ราล์ฟ รังนิค ประเดิมคุมทีมเกมแรกให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยมีเป้าหมายสองประการคือ เอาชนะ และเป็นฝ่ายครองเกมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาประสบความสำเร็จทั้งสองข้อ

ชัยชนะเหนือ คริสตัล พาเลซ 1-0 ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นที่โดดเด่นของยุคใหม่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่นี่เป็นผลงานที่สร้างความหวังและสัญญาว่า รังนิค จะสามารถนำความสำเร็จกลับมาสู่ ยูไนเต็ด ได้ด้วยการฝึกฝนอีกเล็กน้อย

รังนิค อาจเลือกผู้เล่นตัวจริงแบบเดียวกับที่เอาชนะ อาร์เซนอล 3-2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งการที่เขาได้ฝึกซ้อมกับผู้เล่นใหม่เพียงครั้งเดียวก็แทบจะเป็นที่ไม่แปลกใจเลย แต่รูปแบบการเล่นของทีมแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ตั้งแต่เริ่มเตะ ยูไนเต็ด เข้าเพรสซิ่งอย่างมีจุดหมาย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเพรสซิ่งมาก่อน แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าจะมีโครงสร้างเป็นอย่างน้อย

การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มันหายไปเลยกับการที่มีบุคคลคนเดียวที่ไล่บอลจากผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้จุดหมายซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งภายใต้การคุมทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่นี่พวกเขาเพรสซิ่งกันเป็นกลุ่ม และมันเกือบจะออกผลหลังจากผ่านไปเพียง 3 นาที ขณะที่ อเล็กซ์ เตลเลส ได้ส่องจากจังหวะเตะมุมที่เล่นสั้นซึ่งเขาซัดหลุดกรอบไป

การเปลี่ยนรูปแบบการเล่นเป็นระบบ 4-2-2-2 ที่ทาง รังนิค ชื่นชอบส่งผลให้ทีมเล่นแนวรุกได้ไดเรกต์มากขึ้นเช่นกัน เมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง มาร์คัส แรชฟอร์ด สร้างโอกาส 3 ครั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ พยายามส่อง 5 ครั้ง และ จาดอน ซานโช่ ดูมีชีวิตชีวาในขณะที่เขาเปลี่ยนตำแหน่ง โดยมี บรูโน่ แฟร์นานเดส อยู่ด้านหลังกองหน้าสองคน

โดยรวมแล้ว ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงไป 12 ครั้งในช่วงครึ่งแรก โดยที่ขาดหายไปก็คือการส่องให้เข้าตาข่ายเท่านั้น

การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รังนิค ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสั่งการที่เขตเทคนิค ดูเหมือนจะได้รับกำลังใจจากสิ่งที่เห็น ในขณะที่เขาปรบมือให้กับความพยายามแต่ละครั้งในการส่องประตู การเพรสซิ่งของพวกเขาได้ผลอย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน พวกเขาแย่งบอลกลับมาเล่นได้ถึง 12 ครั้งในพื้นที่แนวรับของพาเลซ ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาในลีกฤดูกาลนี้คือ 7 ครั้ง

“มันเป็นฤดูกาลดาด ๆ จนถึงตอนนี้ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้ แต่สโมสรมีผู้เล่นที่ดีกว่าอันดับที่เราอยู่ในปัจจุบัน และมันเป็นงานของผมที่จะปรับปรุงผู้เล่นเหล่านั้นและอันดับนั้น ขั้นตอนแรกในการทำเช่นนั้นคือการเปลี่ยนแปลงวิธีที่ส่วนรวมเข้าสู่เกม” รังนิค กล่าวในงานแถลงข่าวครั้งแรก

“ถ้าคุณต้องการชนะการแข่งขันฟุตบอล คุณต้องควบคุมมัน ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้คือการช่วยให้ทีมควบคุมเกมได้มากขึ้น นั่นหมายถึงมีความกระตือรือร้นมากขึ้นไม่ว่าจะมีและไม่มีลูกบอล”

การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

และหลังการแข่งขัน รังนิค กล่าวว่า “ผมไม่ได้คาดหวังว่าเราจะเล่นในระดับนั้นหลังจากฝึกซ้อมกับผู้เล่นเพียงวันครึ่ง ครึ่งชั่วโมงแรกน่าทึ่งมาก ๆ เป็นช่วงที่มีความเข้มข้นสูง ความเร็วสูง วิธีการที่เราเล่นกับบอล ตลอดทั้งเกมเราอยู่ในครึ่งแดนของพาเลซ ผมรู้สึกประหลาดใจมาก ๆ”

รังนิค พยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความเข้มข้นของทีมไว้หลังพักครึ่ง และสามารถมองเห็นได้ด้วยการโบกมืออย่างดุเดือดที่ข้างสนาม ขณะที่เขามองหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อทำลายเกมรับของ พาเลซ

อดีตกุนซือแอร์เบ ไลป์ซิก ทำการส่ง เมสัน กรีนวู้ด และ แอนโธนี่ อีแลงก้า จากม้านั่งสำรองเพื่อจุดประกายการเกมรุกของเขาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ในท้ายที่สุดแล้วเป็น เฟร็ด ที่กลายเป็นฮีโร่ให้กับ ยูไนเต็ด อย่างเซอร์ไพรส์ทีเดียว

การเคาน์เตอร์เพรสซิ่งและการเล่นที่ฉาบฉวย: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิค เริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ลูกยิงแบบปั่น ๆ ของกองกลางทีมชาติบราซิลจากระยะ 20 หลาช่วยให้ รังนิค สะใจแบบสุดขีดอยู่ข้างสนาม แม้จะชนะ แต่นี่ไม่ใช่ 90 นาทีที่สมบูรณ์แบบจาก ยูไนเต็ด แม้ว่าจะมีพัฒนาการอย่างชัดเจน และเขาเพิ่งเจอผู้เล่นของเขาเป็นครั้งแรกเมื่อ 48 ชั่วโมงที่แล้วเอง

การควบคุมเกมที่เขาเรียกร้องอยู่ที่นั่น ขณะที่ ดาบิด เด เคอา แทบจะไม่ได้รับการทดสอบเลย แล้วก็เป็นคลีนชีตแรกของ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตั้งแต่เดือนเมษายนเลยทีเดียว และด้วยการชนะลีกติดต่อกันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นสัญญาณที่ยอดเยี่ยมในเส้นทางการกลับไปท็อปโฟร์

การปฏิวัติของ รังนิค ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และสัญญาณต่าง ๆ ก็เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด