จู๊ด เบลลิ่งแฮม ดาวรุ่งมากพรสวรรค์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

จู๊ด เบลลิ่งแฮม ดาวรุ่งมากพรสวรรค์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

บางคนบอกว่าเขาเป็น “ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก” ในรุ่นของเขา เขาเปิดตัวครั้งแรกกับทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี ในวัยพียง 13 ปีเท่านั้น และสโมสรทั่วยุโรปกำลังติดตามดูฟอร์มของเขาอย่างใกล้ชิดมาหลายปีแล้ว และตอนนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก เตรียมจะทุ่มเงินคว้าตัวเขาไปเสริมทัพ นักเตะคนนั้นคือ จู๊ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ดาวรุ่งของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ทีมดังในศึกเดอะแชมเปี้ยน ชิพ ในฤดูกาลนี้ เบลลิงแฮม ปัจจุบันอายุ 16 ปี ได้ก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของ เบอร์มิงแฮม อย่างเต็มตัว และทักษะต่างๆไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสบอล การผ่านบอล วิสัยทัศน์ในการเล่น รวมถึงร่างกายที่แข็งแกร่งนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะในอนาคต

เป๊ป โกลเท็ต ผู้จัดการทีมเบอร์มิงแฮม กล่าวถึงเบลลิงแฮมผ่านสกายสปอร์ตสื่อกีฬาชั้นนำแดนผู้ดีว่า “สิ่งที่ผมได้เห็นในตัวจู๊ดคือ ยิ่งเขาได้ลงสนามมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพัฒนาฟอร์มการเล่นไปสู่ระดับสูงสุดได้มากเท่านั้น ผมแค่รู้สึกว่าเขาพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เขาคุ้นเคยกับการเล่นในลีกมากขึ้นแล้ว และคุ้นเคยกับตำแหน่งที่เขาเล่นอยู่มากขึ้น เขาไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเล่นของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขากำลังมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้เราชนะในทุกๆเกม สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากคือความแข็งแกร่งทางจิตใจของเขาที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เขาไม่เคยหยุดเรียนรู้ เขาน่าประทับใจมาก” โค้ชตราลูกโลก กล่าว

เบอร์มิงแฮม รู้ดีว่าพวกเขามีดาวรุ่งมากพรสวรรค์อยู่ในมือ และพวกเขาควรได้รับเครดิตครั้งใหญ่ในการพัฒนาเบลลิงแฮมจนก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดแรกได้สำเร็จ โดยโกลเท็ตยืนยันว่าตราลูกโลกมีกระบวนการที่รอบคอบในการช่วยเหลือ ดาวเตะวัย 16 ปี ในแต่ละขั้นตอน

“เราวางแผนไว้อย่างดีกับจู๊ด เราเริ่มต้นให้เขาเล่นในตำแหน่งที่จะเหมาะกับเขา และปล่อยความกดดันบางอย่างให้เขาอย่างช้าๆ เราย้ายเขาจากปีกเข้าไปในตำแหน่งกองกลาง เขาสามารถเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้นในการเล่น ตอนนี้เราเพิ่มบทบาทให้เขามากขึ้น เราต้องใช้การวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่า เขาจะทำได้และทุกคนในสโมสรได้ช่วยทุกรายละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถทำได้”

การวางแผนเริ่มขึ้นในโรงเรียนฝึกฟุตบอลของเบอร์มิงแฮม โดยเขาย้ายมาเล่นในถิ่นเซนต์แอนดรูว์ ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเวลานี้เขาได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่อย่างแมนยูซึ่งเชื่อว่า ทางตราลูกโลกคงไม่ขัดขวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของนักเตะอย่างแน่นอน ย้อนกลับไปในเกมกับพอร์ทสมัธ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขาได้กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของเบอร์มิงแฮมที่ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ทำลายสถิติเดิมของ เทรเวอร์ ฟรานซิส และเขายังเป็น 1 จากนักเตะเยาวชนของทีมเพียง 13 คน ที่ได้ขึ้นมาเล่นกับทีมชุดแรกของเบอร์มิงแฮม ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงทีมเยาวชนของเบอร์มิงแฮมนั้น คริสเตียน สปีคแมน ผู้จัดการทีมชุดเยาวชน ระบุว่ามันเป็นความท้าทายในการพยายามชักชวนผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดีให้ย้ายมายังถิ่นเซนต์ แอนดรูว์ เพราะมีหลายสโมสรดังที่เป็นคู่แข่งของพวกเขา

สปีคแมน กล่าวว่า “คุณสามารถเห็นได้ในขณะนี้ด้วยจำนวนเด็กๆที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับสโมสรดังในยุโรป มันเป็นประสบการณ์ที่เราเจอมาหลายปีแล้ว และเราต้องใช้ประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อยืนยันกับเด็กๆว่า การย้ายมายังเบอร์มิงแฮม มันจะเป็นโอกาสที่ดีกว่าในการเข้าถึงความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของคุณ เรามักจะเน้นเรื่องนี้อยู่เสมอ เราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เราสามารถเสนอผลตอบแทนทางการเงินเทีนบเท่ากับสโมสรยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือพาเด็กหนุ่มเหล่านี้เข้ามาเล่นในทีม และคอยช่วยเหลือพวกเขา และพาพวกเขาไปถึงความฝันของตัวเอง”

เบลลิงแฮมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสจาก เบอร์มิงแฮม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เบลลิงแฮมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสจาก เบอร์มิงแฮม เขาอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นที่ได้ลงสนามกับทีมชุดแรก นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เล่นในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ และในช่วงซัมเมอร์นี้ กองกลางชาวอังกฤษ จะอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น โกลเท็ต กล่าวต่อว่า “ตอนนี้แฟนๆ ของเรามรสนามของตัวเอง และผมคิดว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้เห็นผู้เล่นที่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบที่สโมสรของคุณ และก้าวเข้าสู่ทีมชุดแรก และเราก็ทำให้มันถูกต้อง เพราะมันง่ายมากในให้เวลากับผู้เล่นอายุน้อยๆ และทำงานกับพวกเขา เมื่อคุณแน่ใจว่าพวกเขาจะทำให้มันดีขึ้นได้”

บางทีการค้นพบเบลลิงแฮมนั้น เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อและมันยังสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาที่เปิดกว้างมากขึ้นของเบอร์มิงแฮม ในช่วงที่ผ่านมา โดยจ๊วร์ต อิงลิช หนึ่งในสตาฟฟ์โค้ชตราลูกโลกอธิบายทัศนคติของสโมสรต่อการพัฒนาผู้เล่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ความต้องการของนักเตะแต่ละคน อิงลิช กล่าวว่า “ในอดีตกับการฝึกซ้อมมันง่ายเกินไปที่จะปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน ผมขอยกตัวอย่าง มอเตอร์เวย์ เป็นถนนที่ทำให้เรามุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่มันมี 4 เลนในมอเตอร์เวย์นี้ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน”

มันเป็นการเปรียบเทียบได้ว่า เบลลิงแฮม อยู่ในเลน มอเตอร์เวย์ ที่รวดเร็วที่สุด แต่ก็ยังต้องมีความพยายามที่จะทำให้แน่ใจว่า เขาได้รับประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การเรียนรู้ของเขายังคงเป็นจุดสนใจมานานหลังจากได้เห็นความสามารถที่ชัดเจนของเขากับ เบอร์มิงแฮม ในซ๊ซั่นนี้ ปัจจุบันเบลลิงแฮมยังคงเรียนหนังสืออยู่ที่ Priory School ใน Edgbaston เขาได้เรียนโปรแกรม BTEC และยังได้เข้าเรียนวิชาสังคมวิทยา A Level รวมถึงมีการริเริ่มการกุศลในประเทศเคนยาอีกด้วย โดยมาร์ค ซินแคลร์ หนึ่งในทีมโค้ชของ เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนอื่นๆ

สปีคแมน กล่าวต่อว่า “เราให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก หากผู้ปกครองพาเด็กหนุ่มที่มีความสามารถเข้ามาในโปรแกรมของเรา และพวกเขามีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม แต่พวกเขาไม่ต้องการให้มันส่งผลกระทบต่อการศึกษาทางวิชาการของเขาด้วย พวกเขาอาจพบว่า โครงการของเราดีมาก เราจึงต้องค้นหานักเตะที่มีแนวทางเดียวกับเรา”

สโมสรในประเทศอังกฤษ เชื่อว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญโปรแกรมการฝึกสอนที่ดีนั้น ไม่ได้เกิดจากความสามารถของนักเตะเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าการให้ข้อมูลเรื่องอื่นๆก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน รวมไปถึงการให้อิสระกับนักเตะดาวรุ่งในการแสดงออกบนสนามเพื่อเริ่มต้นเติมเต็มศักยภาพของพวกเขาได้

สปีคแมน กล่าวต่ออีกว่า “เรามีผู้เล่นที่มีความสามารถสูงจำนวนมาก แต่เราจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้แน่ใจว่า ในฐานะโค้ชเราไม่ได้ทำร้ายพวกเขาหรือยับยั้งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาโดยการวางพวกเขาไว้ในกล่องเพียงอย่างเดียว นั่นคือการทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม ผู้เล่นที่โดดเด่นโดยทั่วไปเป็นคนที่สามารถทำสิ่งที่แตกต่าง หรือหาทางออกจากสถานการณ์ที่คนอื่นๆไม่สามารถหาทางออกได้ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาได้รับการฝึกสอน มันเป็นสิ่งที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้คิดเองแทนที่จะบอกว่า พวกเขาจะต้องทำอย่างไร”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเบลลิงแฮม มีสติปัญญาในการทำเช่นนั้น คำถามคือตอนนี้เขาพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวต่อไปในการพัฒนาของตัวเอง มีคนที่กลัวว่ามันจะเร็วเกินไปสำหรับเขา ซึ่งเขากำลังลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ และบางทีหากเขาตัดสินใจย้ายทีมเร็วไป มันอาจจะรู้สึกว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เห็นได้ชัดว่าขั้นตอนต่อไปสำหรับเบลลิงแฮม คือการได้ลงเล่นฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เพียงสโมสรเดียวที่เชื่อว่า นี่คือผู้เล่นที่พร้อมสำหรับการเล่นในลีกระดับสูงสุดแล้ว

ขั้นตอนต่อไปสำหรับเบลลิงแฮม คือการได้ลงเล่นฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก