โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ยอดตัวเชื่อมเกมแห่งทัพ “หงส์แดง”

โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ยอดตัวเชื่อมเกม

ถึงแม้ว่า โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ หัวหอกทีมชาติบราซิลของ ลิเวอร์พูล จะเล่นในบทบาทตัวเชื่อมเกมรุกของพลพรรค “หงส์แดง” เพื่อเปิดโอกาสลุ้นประตูให้กับ ซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกทีมชาติเซเนกัล และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ นั้น แต่เวลานี้ ดาวยิงแซมบ้า ก็ยังผลิตสกอร์ของตัวเองได้อีกด้วย ย้อนกลับไปในเกมวันบ็อกซิ่งเดย์ที่ ลิเวอร์พูล บุกไปถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ถึงสนามคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยม 4-0 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น กองหน้าชาวบราซิล ได้รับคำชมจาก เยอร์เกน คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงเป็นอย่างมากหลังจากที่เขาซัดไปคนเดียว 2 ประตู ขณะเดียวกัน ประตูที่ 2 ของ ฟิร์มิโน่ ที่ซัดได้ในเกมกับ เลสเตอร์ ในช่วงครึ่งหลังนั้น นับเป็นประตูลูกที่ 500 ของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ คล็อปป์ อีกด้วย ซึ่งนั่นเปรียบเสมือนการเปลี่ยนสไตล์การเล่นของ “หงส์แดง” จากยุคก่อนไปอย่างสิ้นเชิง

นักเตะผู้เสียสละในการผลิตสกอร์ให้ตัวเอง

คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์หลังจมเกมกับ เลสเตอร์ ผ่านสกายสปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำแดนผู้ดีว่า “เขาไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องทำประตูเลย แต่วันนี้เราได้สิ่งที่ต้องการเพราะความสามารถของเขา และผมมีความคิดว่า อยากจะพาเขาออกมาจากความกดดันเรื่องการการทำประตูในเกมแบบนี้ แต่ผมดูแล้วเขาก็ไม่กังวลเลย ดังนั้น ทั้งหมดที่ผมจะพูดกับเขาได้ก็คือคำว่า ขอบคุณ” มันอาจดูแปลกไปหน่อยที่คิดว่า การเสียสละตัวเองเพื่อสร้างโอกาสให้แนวรุกคนอื่นๆของ ลิเวอร์พูล ถูกวิจารณ์ว่า ฟอร์มตกเมื่อไม่สามารถทำประตูได้ แต่นั่นเป็นวิธีที่ ฟิร์มิโน่ ทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันก็แลกมากับการที่เขายิงประตูได้เพียงลูกเดียวจาก 16 เกมหลังสุดก่อนที่ “หงส์แดง” จะเดินทางไปเล่นศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปเล่นศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก นั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ ฟิร์มิโน่ หลังจากที่เขาเป็นคนซัดประตูชัยในนาทีสุดท้ายให้กับทีมของตน เฉือนเอาชนะ มอนเตร์เรย์ 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ และยิงประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษให้กับ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟลาเมนโก 1-0 ในรอบชิงฯพร้อมคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จเป็นสมัยแรกของสโมสร 4 ประตูใน 3 นัดหลังสุดของ ฟิร์มิโน่ นั้น เกิดขึ้นในช่วงครึ่งเวลาหลังทั้งสิ้น และอันที่จริง 6 จาก 8 ประตูในฤดูกาลนี้ของ อดีตกองหน้าฮอฟเฟ่นไฮม์ ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน นั้น เกิดขึ้นในช่วงหลังนาทีที่ 70 ทั้งสิ้น

2 ประตัวของตัวเอง ในเกมพบเลสเตอร์ บ็อกซิ่งเดย์

คล็อป เห็นความต่างในตัวฟิร์มิโน่

ขณะเดียวกัน คล็อปป์ มองว่า ฟิร์มิโน่ ทำงานเพื่อทีมอย่างหนัก และมักจะถอดดาวเตะวัย 28 ปี ออกจากสนามโดยที่เขายังเล่นไม่ครบ 90 นาที แม้แต่เกมเดียวเมื่อ ลิเวอร์พูล ลงเล่นในแอนฟิลด์ ซึ่งหลายคนมองว่า กองหน้าทุก ๆ คนก็จำเป็นต้องทำประตู แต่นายใหญ่ “หงส์แดง” ระบุว่า มันเป็นเหตุผลที่ห่างไกลจากความคิดของเขาเมื่อประเมินลูกทีมรายนี้ อดีตกุนซือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กล่าวว่า “นักข่าวบอกผมว่า ฟิร์มิโน่ ไม่ได้ยิงประตูมาสักพักหนึ่งแล้ว และผมก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลย สำหรับผมเมื่อนึกถึง ฟิร์มิโน่ ผมไม่คิดเรื่องทำประตู แต่ผมคิดแค่ว่า เขาสำคัญกับทีมแค่ไหน ดังนั้น เราจึงได้พูดคุยกันเล็กน้อย เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เขากังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมบอกเขาว่า ผมไม่สนใจเลย เพราะเขาเป็นตัวเชื่อมเกมที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของเรา เขาไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียวที่เล่นในตำแหน่งนั้นได้ แต่เขาสามารถเล่นในตำแหน่งนั้นได้วิเศษมาก”

เมื่อไม่นานมานี้การยิงประตูมากมายได้ทำให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล ตระหนักดีว่า แนวรุกของพวกเขายอดเยี่ยมเพียงใด และเห็นได้ชัดเจนในเกมล่าสุดกับ เลสเตอร์ ซึ่งการเล่นของ ฟิร์มิโน่ นั้น สร้างความยากลำบากให้กับกองหลัง “สุนัขจิ้งจอก” และประตูแรกที่ หัวหอกแซมบ้า ทำได้นั้น ก็มาจากการวิ่งสอดแนวรับ เลสเตอร์ โหม่งเข้าประตูไป นอกจากนี้ ฟิร์มิโน่ ยังเกือบสร้างจังหวะให้ ลิเวอร์พูล ได้ประตูอีกครั้ง หลังจากที่เขาใช้ความขยันไล่ตัดบอลมาจาก วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ กองกลางชาวไนจีเรีย ของ เลสเตอร์ จากบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของ “สุนัขจิ้งจอก” ก่อนจะผ่านบอลให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม “หงส์แดง” ซัดบอลหลุดออกไปอย่างน่าเสียดาย

เลสเตอร์ ถูกตัดบอลในแดนตัวเองได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมองข้อมูลสถิติจาก ผลบอล 7m มันเป็นสถิติที่มากที่สุดเมื่อพวกเขาลงเล่นในถิ่นคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยม ในฤดูกาลนี้ และไม่น่าแปลกใจเลยที่ ลิเวอร์พูล จะมีการครอบครองบอลในโซนของ “สุนัขจิ้งจอก” ได้เกือบทั้งเกม และสถิติที่น่าสนใจคือ ไม่มีผู้เล่น “หงส์แดง” คนใด ตัดบอลในแดน เลสเตอร์ได้มากกว่า ฟิร์มิโน่ อีกแล้ว กองหน้าทัพ “เซเลเซา” เล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาวิ่งครอบครอบคลุมพื้นที่ในสนามได้มากถึง 11.31 กม. และนั่นไม่ได้เป็นตัวเลขที่มากสุดในทีม ลิเวอร์พูล แต่มันยังรวมถึงนักเตะทุกคนในพรีเมียร์ลีกที่ลงสนามในวันบ็อกซิ่งเดย์อีกด้วย

ไม่เน้นทำสกอร์ส่วนตัว แต่ขยันส่งต่อให้เพื่อน ต้อง ฟิร์มิโน่

ขยันวิ่ง มองหาจังหวะ คือสไตส์ของเขา

สไตล์เล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ ฟิร์มิโน่ ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับคู่แข่งในการสร้างโอกาสโจมตีของพวกเขาด้วยการเนื่องจากจะโดนบรรดาแนวรุก ลิเวอร์พูล ไล่กดดันตั้งแต่แดนหน้า ซึ่งแม้แต่การจับบอลจังหวะแรกที่ผิดพลาด และการลังเลก็อาจนำมาสู่การเสียประตูได้ทันที ยกตัวอย่างในเกมกับ เลสเตอร์ ที่ เดนนิส ปราเอ้ต์ มิดฟิลด์ชาวเบลเยียมของ “สุนัขจิ้งจอก” ลังเลไม่เตะบอลทิ้ง ทำให้ ฟิร์มิโน่ ที่คอยอ่านเกมไว้วิ่งไปตัดบอลให้กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ เปิดบอลกลับมาที่ปากประตูก่อนที่ เจ้าตัวจะแปออกข้างไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะเดียวกัน การจับบอลจังหวะแรก และการพลิกบอลของ ฟิร์มิโน่ นั้น ทำให้แนวรับ เลสเตอร์ ต้องเจอกับงานหนัก โดยดาวยิงแซมบ้า โชวสเต็ปการจับบอลด้วยข้างเท้าด้านนอกจากลูกเปิดของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวาดาวรุ่งของ ลิเวอร์พูล ก่อนจะซัดผ่าน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล นายทวารชาวเดนมาร์กของ “สุนัขจิ้งจอก” เข้าไปอย่างเหนือชั้น การเชื่อมต่อในเกมที่ ฟิร์มิโน่ ได้พัฒนาร่วมกับ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ นั้น เป็นสิ่งที่เห็นไม่บ่อยนักระหว่างผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้ากับแบ็คขวา โดยที่ทั้งคึ่ประสานงานร่วมกันไม่น้อยกว่า 15 ครั้งในเกมกับ เลสเตอร์ ซึ่งเป็นที่มาของประตูแรก และประตูที่ 3 โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ เป็นคนที่ทำประตูให้กับสโมสรในฐานะแชมป์โลก แต่มันเป็นงานประจำของเขา พร้อมกับองค์ประกอบอื่น ๆ ในเกมของเขาที่ คล็อปป์ ให้ความสำคัญกับมัน ซึ่งดูเหมือนว่า หัวหอกทีมชาติบราซิลคนนี้ จะช่วยให้ ลิเวอร์พูล สมหวังกับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมาอย่างยาวนานก็เป็นได้