หรือ ลิเวอร์พูล จะไร้พ่ายในฤดูกาลนี้ ?

คล็อปป์ กลายเป็นสัญลักษณ์แฟนหงส์ไปแล้ว

ในเกมที่ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บุกไปพ่ายเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม 2-1 เมื่อวันที่ 3 มกราคมปีที่ผ่านมานั้น มันพิสูจน์ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของพลพรรคหงส์แดง ภายใต้การคุมทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ที่จะมุ่งมั่นคว้าแชมป์ลีกมาครองให้ได้ ขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่พิเศษ เพราะนับตั้งแต่การปราชัยในคืนนั้น ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ใครในเกมลีกมาแล้วถึง 37 นัด และเกมลีกนัดล่าสุดที่พวกเขาเปิดรังแอนฟิลด์ เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-0 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น มันทำให้ทีมของ คล็อปป์ ทำแต้มหนีห่างคู่แข่งลุ้นแชมป์อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนฯซิตี้ มากขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล รั้งจ่าฝูงของตารางคะแนนโดยมีแต้มทิ้งห่าง เลสเตอร์ ทีมอันดับ 2 อยู่ 13 คะแนน และแข่งน้อยกว่า 1 เกม ในขณะที่ แมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นแชมป์เก่าตกไปอยู่ในอันดับที่ 3 และการที่แต้มห่างมากแบบนี้มันทำให้โอกาสการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกของ “หงส์แดง” ในรอบ 30 ปีนั้น ดูจะสดใส และน่าสนใจว่า จะใครหยุดพวกเขาได้หรือไม่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อย่างแน่นอน ทีมของกุนซือ คริส วิลเดอร์ เป็นคู่แข่งที่น่าอึดอัดใจในการแข่งขันกับบรรดาทีมใหญ่ในฤดูกาลนี้ โดยพลพรรค “ดาบคู่” ได้คะแนนจาก อาร์เซนอล, ท็อตแนม ออทสเปอร์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในขณะที่เกมแรกกับ ลิเวอร์พูล นั้น “หงส์แดง” ต้องรอถึงนาทีที่ 70 กว่าจะได้ประตูชัยจาก จินี่ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวดัตช์

รู้แนวเล่นคู่แข่ง 1 ครั้ง ทำให้อะไรๆง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเกมล่าสุด ผลบอลสด888 ลิเวอร์พูล ใช้เวลาเพีง 4 นาทีในการขึ้นนำ เชฟฟิลด์ โดยได้ประตูจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ และ ประตูที่ 2 ในช่วงครึ่งเวลาหลังจาก ซาดิโอ มาเน่ ตัวรุกทีมชาติเซเนกัล โดยทัพ “หงส์แดง” เล่นอย่างมั่นใจตลอดทั้ง 90 นาที และครองบอลได้มากถึง 75% คล็อปป์ กล่าวหลังจบเกมกับ เชฟฟิลด์ ผ่านสกายสปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำแดนผู้ดีว่า “เราเล่นได้ดีจริงๆ การผ่านบอลของเราทำได้ดีมาก เราทำลายแนวรับที่แข็งแกร่งของพวกเขาได้ และเรามีระเบียบวินัยที่ยอดเยี่ยม เราไม่ปล่อยให้พวกเขามีช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการ เราควบคุมเกม และสมควรเป็นผู้ชนะ”

ตัวเลขที่อยู่เบื้องหลังการบุกของ ลิเวอร์พูล นั้นไม่ธรรมดา ลูกทีมของ คล็อปป์ เก็บชัยขนะได้ถึง 32 จาก 37 เกมลีกหลังสุด และสามรถเก็บได้ถึง 101 คะแนนจาก 111 คะแนนเต็ม ซึ่งในจำนวนเกม 37 นัดที่เท่ากัน “หงส์แดง” เก็บแต้มได้มากกว่า แมนฯซิตี้ ถึง 7 แต้ม ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล มีคะแนนเฉลี่ย 2.7 คะแนนต่อเกม ในระหว่างการแข่งขัน และซัดไปถึง 89 ประตู และในเกมกับ เชฟฟิลด์ นั้น เป็นการเก็บคลีนชีตนัดที่ 16 ของพวกเขาในเกมลีกตลอดปี 2019 อีกด้วย นั่นเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม ลิเวอร์พูล ยังคงมีเกมให้เล่นอีก 12 นัด ก่อนที่จะลุ้นทำลายสถิติไร้พ่ายจำนวน 49 เกมของ อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ โค้ชชาวฝรั่งเศส ที่เคยทำไว้ะหว่างปี 2003 และ 2004 แต่ “หงส์แดง” ก็มีสถิติใกล้เคียงกับการไร้พ่ายจำนวน 40 เกมของ เชลซี ยุค โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกส ในช่วงปี 2004 และ 2005 เต็มทีแล้ว

ชัยชนะเหนือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เป็นการยืดสถิติชนะติดต่อกัน 11 เกม ของ ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พวกเขาบุกไปเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาโดยก่อนหน้านั้น “หงส์แดง” ชนะในลีกมา 17 เกมติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้ 18 เกม ในปี 2016 มีไฮไลท์มากมายตลอดเส้นทางของ ลิเวอร์พูล พวกเขาโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ 3-1 เมื่อต้นฤดูกาลนี้ และยังมีการคัมแบ็กที่น่าทึ่งในเกมกับ แมนฯยูไนเต็ด รวมถึงการเอาชนะ สเปอร์ส 2-1 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

ลิเวอร์พูล กับความไร้พ่าย

นี่จะเป็นฤดูกาลประวัติศาสตร์อีกครั้งของเดอะค็อป

แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล ต่างก็หวังว่าสิ่งที่ดีที่สุดจะมาถึงในเร็วๆนี้ แต่ คล็อปป์ ได้ตัดความเป็นไปได้ในการทำสถิติไร้พ่ายเทียบเท่ากับ อาร์เซนอล แต่การเปรียบเทียบนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อ “หงส์แดง” ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และมีมาตรฐานที่สูงเกือบทุกเกมที่ลงสนาม ความหวังของ ลิเวอร์พูล ในการเลียนแบบสถิติไร้พ่ายของ อาร์เซน่อล ที่ 49 เกมนั้น ยังเหลืออีก 12 เกมให้พวกเขาต้องต่อสู้ และในเกมนัดต่อไป หงส์แดงต้องเจอศึกหนักในการบุกไปเยือน สเปอร์ส ภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่ และหลังจากนั้นพวกเขาจะเปิดรังแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ แมนฯยูไนเต็ด ก่อนจะต้องไปเล่นเกมเยือน 2 นัดติดกันกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ลิเวอร์พูล มีคิวต้องทำศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ กับ เอฟเวอร์ตัน ที่สนามกูดิสัน ปาร์ค ซึ่งมันก็ยากจะคาดเดาว่า ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร จากนั้นในเดือนเมษายน “หงส์แดง” ต้องบุกไปเยือน แมนฯซิตี้ ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งมันจะเป็นเกมที่ 49 พอดี หากพวกเขาไม่แพ้มาก่อนหน้านั้น การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอาจเป็นของ ลิเวอร์พูล ไปค่อนตัวแล้ว หากพวกเขายังรักษาฟอร์มอันแข็งแกร่งไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ และพวกเขาอาจจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่พ่ายแพ้ เพราะใน 6 เกมสุดท้ายของซีซั่นพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับแอสตัน วิลล่า, ไบรท์ตัน, เบิร์นลีย์, อาร์เซน่อล, เชลซี และนิวคาสเซิล แน่นอน ความผิดพลาดมากมายอาจเกิดขึ้นได้ โดยเวลานี้ ลิเวอร์พูล กำลังเผชิญปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บไล่ตั้งแต่ ฟาบินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ, เดยัน ลอฟเรน กองหลังโครแอต, โจเอล มาติป ปราการหลังชาวแคเมอรูน และนาบี เกอิตา ดาวเตะชาวกินี ที่ได้รับบาดเจ็บรายล่าสุดก่อนเกมกับ เชฟฟิลด์

ทาคุมิ กับตัวเสริมแนวรุก

ทาคูมิ จะมาเสริมทัพได้ดีหรือไม่ ?

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์–อาร์โนลด์ แบ็คขวาดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ มีความสำคัญกับทีมอย่างมาก และพวกเขาทั้งคู่ไม่มีแบ็คอัพไว้คอยหมุนเวียนลงสนาม ขณะที่ ทาคูมิ มินามิโนะ ตัวรุกทีมชาติญี่ปุ่น ถูกคว้าตัวมาจาก เรดบูล ซัลซ์บวร์ก เพื่อเพิ่มมิติเกมรุก แต่หาก 3 แนวรุกอย่าง ซาลาห์, มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน ได้รับบาดเจ็บมันก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ได้เช่นกัน

ขณะเดียวกันการลงสนามอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล นั้น อาจทำให้เกิดปัญหาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขายังคงมีศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และศึกฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ให้ลงสนาม ซึ่งหมายความว่า ความเหนื่อยล้ามีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหามากขึ้นเมื่อฤดูกาลดำเนินไป อาจขึ้นอยู่กับว่า ลูกทีมของ คล็อปป์ จะรับมือกับแรงกดดันอย่างไร หากพวกเขาไม่ชนะได้ทุกนัด พวกเขาจะตอบโต้อย่างไร หลักฐานล่าสุดทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ไม่มีความอ่อนแอทางจิตใจในทีม ลิเวอร์พูล ชุดนี้ แต่มันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาเมื่อพวกเขาพยายามที่จะวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง