ลิโอเนล เมสซี่ ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง บาร์เซโลน่า

ลิโอเนล เมสซี่ ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง บาร์เซโลน่า

“ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่า ตัวเองจะได้เป็นโค้ชของบาร์เซโลน่า ผมไม่เคยคิดเลยว่าบาร์เซโลน่า จะเลือกผม” กีเก้ เซเตียน กุนซือคนใหม่ของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปน กล่าวหลังจากทีมประกาศแต่งตั้งเขาเข้ามากุมบังเหียนในถิ่นคัมป์ นู แทนที่ของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อดีตโค้ชของ เรอัล เบติส มีโยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานกุนซือชาดัตช์ของบาร์เซโลน่า เป็นไอดอล โดย เซเตียน เป็นโค้ชที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก แต่ฝีมือของเขาก็ดึงดูดเจ้าบุญทุ่มได้ หลังจากที่พวกเขาไม่สามารถดึงตัว ชาบี้ เอร์นาเดซ์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นนักเตะเก่ากลับมาคุมทีมได้ ชาบี้ เป็นตำนานของบาร์เซโลน่า และเป็นลูกหม้อขนานแท้ของสโมสร แต่ปัจจุบันเขากำลังทำหน้าที่กุนซือของ อัล ซาดด์ ทีมดังในลีกกาตาร์ ซึ่งสิ่งที่ทีมต้องการก็คือ โค้ชระดับบิ๊กเนม แต่ดูเหมือนว่า ในเวลานี้ไม่มีใครพร้อมจะมารับงานในถิ่นคัมป์ นู ย้อนกลับไปในปี 2002 บาร์เซโลน่า ประกาศแต่งตั้ง หลุยส์ ฟาน กัล เทรนเนอร์ชาวดัตช์ ให้กลับมาคุมทีมเป็นครั้งที่ 2 แต่มันกลับเป็นความล้มเหลวของพวกเขา ซึ่งแทนที่บาร์ซ่าจะจ้างโค้ชและให้เจ้าตัวตัดสินใจว่า จะเล่นฟุตบอลแบบไหน แต่บาร์ซ่า ตัดสินใจว่าจะเล่นฟุตบอลแบบใด และค้นหาโค้ชที่สอดคล้องไปกับแนวทางของทีม

สไตล์การเล่นของบาร์เซโลน่า ที่เห็นได้ชัดคือความรวดเร็วในการบุก ซึ่งเป็นสไตล์ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ในยุคของ ครัฟฟ์ ตั้งแต่ปี 1988-1996 และในปี 2003 โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรคนใหม่ของบาร์ซ่าก็ถาม ครัฟฟ์ว่า กุนซือคนใดที่จะสามาถนำแนวทางของสโมสรกลับมาได้ และ ครัฟฟ์ ก็บอกให้แต่งตั้ง แฟรงค์ ไรจ์การ์ด มาคุมทีม ไรจ์การ์ด ซึ่งก่อนหน้านั้นกำลังคุมทีมสปาร์ต้า ร็อตเธอร์ดัม ในศึกเอริวิซี ฮอลแลนด์ บ้านเกิด ย้ายมาคุมบาร์เซโลน่า ในปี 2003 จากนั้น เขาก็นำพลพรรคประสบความสำเร็จอย่างมากมายทั้งใน และนอกประเทศ เมื่อ ไรจ์การ์ด อำลา บาร์เซโลน่า ในปี 2008 บาร์เซโลน่า กำลังมองหาโค้ชบิ๊กเนมเข้ามาคุมทีม และเกือบจะแต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกส เต็มทีแล้วหลังจากที่เจ้าหน้าที่ของสโมสรบินไปลิสบอนเพื่อพูดคุยในเบื้องต้น แต่ในท้ายที่สุดบาร์ซ่าไม่เลือกมูรินโญ่เพราะแนวทางการทำทีมไม่เหมาะกับพวกเขา ก่อนที่จะแต่งตั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในวัย 37 ปี คุมทีม เป๊ป ซึ่งเป็นอดีตนักเตะของทีมเคยทำหน้าที่เป็นโค้ชกับทีมชุดบีเท่านั้น และไม่เคยคุมทีมชุดใหญ่เลย แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ เขาพาพลรรคประสบความสำเร็จอย่างสุดยอด และกลายเป็นยอดกุนซือของโลกฟุตบอลจนถึงเวลานี้

แต่หลังจากที่เป๊ปอำลาถิ่นคัมป์ นู ในปี 2012 นั้น ติโต บิลาโนบา ผู้ช่วยของเขาก็เข้ามารับช่วงต่อในห้วงเวลาสั้นๆ จากนั้นบาร์เซโลน่าก็แต่งตั้ง เคราร์โด มาร์ติโน่ เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนตินา เข้ามาคุมทีมในระยะสั้น บาร์เซโลน่าพร้อมแต่งตั้งโค้ชที่ไม่มีชื่อเสียง และไม่ใช่คนที่จะมาตัดสินในว่าทีมจะเล่นอย่างไร แต่ตอนนี้แนวทางของครัฟฟ์กำลังจางหายไป และรูปแบบการเล่นของทีมจะถูกกำหนดโดยผู้เล่นเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดย ลิโอเนล เมสซี่ จอมทัพทีมชาติอาร์เจนตินา ความสามารถพิเศษของเมสซี่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเขาเป็นผู้นำที่มีความกระหาย และมีมุมมองที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับวิธีการเล่นฟุตบอลบาร์เซโลน่า หลังจากที่เขาอยู่ในถิ่นคัมป์ นู มาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ความสำคัญของเมสซี่เกิดขึ้นจากการที่ประธานสโมสรหลายๆคนมอบบางสิ่งบางอย่างให้กับเขาไม่มากก็น้อย แม้ว่าบาร์เซโลน่าจะไม่ยอมรับมัน แต่เราก็ดูออกว่าดาวเตะวัย 32 ปี มีอำนาจเหนือกว่านักเตะคนอื่นๆในการตัดสินใจเลือกผู้เล่นใหม่มาร่วมทีม และการตัดสินใจทางแท็คติคที่สำคัญ บางครั้งเมสซี่จะพยายามเริ่มต้นการตัดสินใจแม้ว่าในสถานการณ์เหล่านั้น เขาไม่ได้ไปตามทางของเขาเสมอไป ยกตัวอย่างเช่นฤดูร้อนที่ผ่านมา เขาเข้าไปพูดคุยกับ โจเซฟ มาเรีย บาร์โตมิว ประธานสโมสรบาร์เซโลน่า เพื่อขอให้พาตัวเนย์มาร์ดาวยิงทีมชาติบราซิล กลับมายังถิ่นคัมป์ นู อย่างไรก็ตามบอร์ดของบาร์เซโลน่า มองแล้วว่า การพาตัว เนย์มาร์ กลับมานั้น ไม่คุ้มค่ากับเงิน 200 ล้านยูโร ที่ต้องจ้ายให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถกลับไปพูดกับ เมสซี่ ได้ว่า “ขอโทษด้วยเราทำดีที่สุด แต่เราไม่สามารถทำให้เขากลับมาได้”

สไตล์การเล่นของบาร์เซโลน่านั้นถูกกำหนดโดยเมสซี่

สไตล์การเล่นของบาร์เซโลน่านั้นถูกกำหนดโดยเมสซี่ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมชุดแรกอย่าง เซอร์จิโอ บุสเกตส์ และ เคราร์ด ปิเก้ 2 ดาวเตะทีมชาติสเปน ซึ่งแนวทางการเล่นหลักคือ จอมทัพอาร์เจนไตน์ จะไม่ไล่กดดันคู่แข่ง และจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์เกม ใครก็ตามที่เป็นโค้ชของบาร์เซโลน่าต้องปรับตัวให้เหมาะสม ยกตัวอย่างสโมสรเซ็นสัญญากับ อาร์ตูโร่ วิดัล กองกลางชาวชิลี ให้เขามมาเป็นคนขับเคลื่อนแดนกลาง และเป็นคู่ขาของ เมสซี่ แต่ในท้ายที่สุด วิดัล ทำหน้าที่เพียงส่งบอลให้เมสซี่ไปทำเกมต่อเท่านั้น โค้ชบาร์เซโลน่า ทุกคนเข้าใจบทบาทที่ถ่อมตนของเขา แต่ในความเป็นจริงเขามีอิทธิพลอย่างมหาศาลในสโมสร รวมถึงในสนาม เขาจะเป็นคนบัญชาจังหวะเกมรุกทั้งหมด และคอยคุจังหวะว่าจะเล่นอย่างไร

บัลเบร์เด้ เคยกล่าวว่า “ฟุตบอลเป็นกีฬาต่อเนื่อง ซึ่งโค้ชแทบไม่มีอิทธิพลใดๆ หรืออย่างน้อยก็น้อยกว่าในเกมบาสเก็ตบอล เรามีเกม 2 ครึ่งที่ไม่หยุดนอกจากพักครึ่งเวลา ดังนั้น ฟุตบอลจึงเป็นของผู้เล่นเป็นเวลา 90 นาที”

“ในแต่ละครั้งผู้เล่นทำการตัดสินใจของตัวเอง ผมต้องบอกว่าผู้เล่นยอดเยี่ยมวิเคราะห์เกมได้ดีกว่าที่ผมทำได้ พวกเขาแก้ไขตัวเองอย่างรวดเร็ว และแทนที่จะวิเคราะห์เกม ผมจะบอกว่า พวกเขาตีความการเล่นบนสนามได้เลย” อดีตนายใหญ่ บาร์ซ่า กล่าว

โค้ชของบาร์เซโลน่าและนักวิเคราะห์ในทีมไม่สามารถบอกผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมถึงวิธีการเล่น แต่ในทางตรงกันข้ามนั้น ทีมงานของสโมสรได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟุตบอลจากการสังเกตผู้เล่นเหล่านี้ ยกตัวอย่าง เช่น บุสเก็ตส์ รู้วิธีการดึงคู่ต่อสู้เข้าหาเขาแล้วปล่อยบอลต่อให้เพื่อนร่วมทีม ซึ่งโค้ชไม่มีคำแนะนำแบบนั้นได้ แต่มันเป็นจินตนาการของนักเตะ ในซีรี่ส์สารคดีล่าสุด “Matchday” ที่ผลิตโดยสปอนเซอร์ของสโมสร Rakuten มีหลายฉากที่ถ่ายทำในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนถึงบทบาทที่หายของโค้ชบาร์เซโลน่า ในช่วงเวลาก่อนที่จะพาทีมลงแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเผยล่าสุดจะเห็นว่าบัลเบร์เด้จะพูดคุยเกี่ยวกับยุทธวิธีสั้นๆ หลังจากนั้นผู้เล่นอาวุโสในทีมมักพูดคำ 2-3 คำ และเมสซี่ มักจะพูดสั้นๆเหมือนกันโดยเน้นความจำเป็นที่จะต้องคิดอย่างใจเย็น ยกตัวอย่างเช่นก่อนเกมกับ แอตเลติโก้ มาดริด เขาบอกกับเพื่อนร่วมทีมของเขาว่าเราจะไม่แพ้ การสร้างแรงจูงใจให้นักฟุตบอลมีความสำคัญน้อยกว่าที่คนนอกส่วนใหญ่คิด ผู้เล่นที่ไม่สามารถกระตุ้นตัวเองอาจจะไม่ไปถึงจุดที่ทีมชุดแรกของบาร์เซโลน่าต้องการ และแน่นอนต่อไปนักเตะเหล่านั้นจะไม่อยู่ที่นั่น สิ่งที่จำเป็นคือต้องมีแรงจูงใจก่อนที่จะแข่งขัน ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นจากโค้ช

ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีความไม่พอใจกับ บัลเบร์เด้

อีกฉากหนึ่งในสารคดีหลังจากจบเกมที่บาร์เซโลน่า เอาชนะ เรอัล มาดริด 5-1 นั้น ปิเก้ กำลังพูดถึงผู้บริหารสูงสุดของ Rakuten อย่าง ฮิโรชิ มิคิทานิ และเขายังชักชวนให้ บัลเบร์เด้ และเพื่อนร่วมทีมไปงานเลี้ยงหลังจากเกมในนิวยอร์ก ปิเก้ พูดว่า “ฟังนะ เราจะไปงานปาร์ตี้กัน” จากนั้น เขาก็เลียนแบบคำตอบของ บัลเบร์เด้ ว่า “ทำไม? ทำไม? ทำไม ผมไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะทำให้คุณไปงานปาร์ตี้” แต่ ปิเก้ ตอบกลับว่า “ไม่เป็นไรเราจะไปกันต่อ” มันเป็นบทความสั้นๆที่แสดงให้เห็นถึงพลังที่อยู่ภายในสโมสร บัลเบร์เด้ ปรากฏตัวในสารคดีว่า เป็นครูที่เป็นมิตรซึ่งไม่ทำให้ใครกลัว ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีความไม่พอใจกับ บัลเบร์เด้ มากขึ้นเกี่ยวกับการเล่นที่น่าผิดหวังและผลลัพธ์รวมถึงการละเลยผู้เล่นที่มีพรสวรรค์จากสถาบันเยาวชน เซเตียน ได้รับมอบหมายให้พาทีมกลับมาในแนวทางที่เหมาะสม และทันทีหลังจากได้รับการแต่งตั้ง เขาเชิญเยาวชนหลายคนเข้าฝึกซ้อมกับทีมชุดแรก แม้ว่า เซเตียน จะไม่ใช้โค้ชที่โด่งดัง แต่เขาจะเป็นหนึ่งในหลายๆ เสียงในห้องแต่งตัวของบาร์เซโลน่า นั่นไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ แต่เพราะนั่นเป็นวิธีที่สโมสรควรทำ เพราะตราบใดที่บาร์ซ่ามีทีมที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ผู้เล่นระดับโลกอย่างเมสซี่พวกเขาจะไม่ยอมให้โค้ชที่แข็งแกร่งจะเข้ามาขวางทาง