108 เรื่องราวของนักเตะที่น่าสนใจ

ไรอัน บาเบล นักเตะผู้ชอบกินข้าว

สิ่งที่นักเตะอย่าง บาเบล ชอบกินที่สุด ?

เรื่องของกินนั้นบางทีมันก็อาจจะมีผลต่อการที่จะทำให้พวกเขาใช้ชีวิตในเมืองต่างๆเช่นกัน อย่างเช่นนักเตะที่เราจะมาพูดกันในวันนี้ก็คือ ไรอัน บาเบล ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ที่กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่ครั้งหนึ่งนั้น เขาเคยสร้างชื่อเสียงอย่างมากในการเล่นให้กับลิเวอร์พูลเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ซึ่งเวลานั้น บาเบล คือโคตรดาวรุ่งตัวริมเส้นที่ย้ายจากอาแจ็กซ์ สโมสรจอมปั้นเด็กมาอยู่กับลิเวอร์พูลในยุคที่มี ราฟา เบนิเตซ เป็นเทรนเนอร์ของทีม ในช่วงเวลาค้าแข้งกับลิเวอร์พูล บาเบล อาจจะไม่ได้สำแดงฝีเท้าออกมาได้เต็มที่ แต่เขาก็พอจะโชว์ลูกเล่นและทักษะทางด้านลูกหนังในการเป็นตัวริมเส้นและกองหน้าเพื่อช่วยทีมได้อยู่บ้าง

แต่รู้หรือไม่ว่านักเตะแบบเขา ชอบกินอะไรเป็นของโปรดมากที่สุด มันไม่ใช่พวกขนมปัง แฮม เนื้อ สเต๊ก แฮมเบอเกอร์แบบที่ชาวยุโรปหรือชาวตะวันตกชอบกินกัน แต่สิ่งที่เขาชอบก็คือ “ข้าว” ใช่แล้ว ข้าวเม็ดๆแบบที่คนทางเอเชียกินกันนั่นแหละ บาเบล โปรดปรานการกินข้างสวยอย่างมาก ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไร และนอกจากนี้ เขายังชอบกินอาหารจำพวก “โรตี” ที่ชาวอินเดียชอบกินกันอีกด้วย เมื่อดูจากสิ่งที่ บาเบล ชอบกินแล้วนั้น มันก็เดาไม่ยากเลยว่า หากวันใดที่ปีกรายนี้คิดจะมาค้าแข้งในย่านเอเชียกลางหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล่ะก็ เขาจะสามารถเอาตัวรอดในย่านภูมิภาคนี้ได้แน่นอน ก็เจ้าตัวดันมีเมนูจานหลักเป็นข้าวนี่นะ !

บีบกะแป๋งในตำนานของ “แกสคอยน์”

นักเตะที่มีนิสัยห่ามๆนั้น มีอยู่ทั่วไปในทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงยุค 80 หรือยุค 90 โดยเฉพาะกับในลีกที่มีการแข่งขันดุเดือดและรุนแรงอย่างพรีเมียร์ลีก ที่เราจะย้อนกลับไปในช่วงที่ลีกนี้ยังใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่น 1” โดยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สุดฮาและน่าสงสารคนโดนกระทำนี้ คือการแข่งขันระหว่างทีม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่มีโอกาสเจอกับทีม วิมเบิลดัน ยุค “เครซี่แกงค์” อันโด่งดังนั่นเอง ในเกมนี้หลายๆสายตาต่างก็จดจ้องไปที่ลีลาการเล่นของนักเตะของนิวคาสเซิลที่ชื่อว่า “พอล แกสคอยน์” มิดฟิลด์ดาวรุ่งอัจฉริยะที่มีนิสัยเพี้ยนๆ แต่ลีลาการเล่นนั้นโคตรบอลของจริง ซึ่งเขาได้โดนตัวของ วินนี่ โจนส์ กองกลางตัวรับของวิมเบิลดันที่มีฉายาว่า “ไอ้โรคจิต” ตามประกบอยู่ตลอดเวลา

ในเกมนี้ โจนส์ ต้องตามประกบแกสซ่า ที่เป็นตัวทำเกม และมีจังหวะที่ทั้งคู่มีปะทะคารมและกระทบกระทั่งในสนามกันหลายจังหวะ เพราะความที่แกสคอยน์ ก็เป็นนักเตะที่ไม่ยอมคน ส่วนโจนส์ก็ห่ามและเล่นบอลแรงอยู่แล้ว แต่มันมีช็อตเด็ดเกิดขึ้นก็คือในจังหวะที่โจนส์จะเดินหนีแกสคอยน์ มือเจ้ากรรมของโจนส์ก็ไปบีบที่ “ไข่” ของแกสคอยน์อย่างแรงจนจอมทัพทีมชาติอังกฤษถึงกับร้องเสียงหลงเลยทีเดียว ! จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่า โจนส์ ทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร … อยู่ที่ไหนก็สร้างเรื่องสร้างราวได้ตลอดเวลาเลยทีเดียวสำหรับทางด้านของ พอล แกสคอยน์ จอมทัพอัจฉริยะ แต่เพี้ยนรายนี้ แต่ว่าถึงยังงั้นก็เถอะ ไม่ว่าเขาจะย้ายไปเล่นที่ไหนแต่เขาก็มักจะกลายเป็นที่รักของทีมเสมอ เพราะด้วยบุคลิกที่เป็นมิตรของเขา ทักษะการเล่นอันเหนือชั้น แต่มันจะมีเรื่องไม่ดีก็แค่ความห่ามและความติสต์ในบางครั้ง ทำอะไรเพี้ยนๆแบบไม่คิดหน้าคิดหลังของเขานี่แหละ

อย่างเช่นเหตุการณ์อีกครั้งสุดงงงวยของ แกสคอยน์ มันเกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าตัวไปเล่นในเซเรียอากับทีม “อินทรีฟ้าขาว” ลาซิโอ เจ้าตัวเป็นนักเตะระดับ “เบอร์ 10” ของทีมเลยทีเดียว และมีหน้าที่ในการปั้นเกมให้ คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเล่ และตัวของ จูเซปเป้ ซินญอรี่ จัดการทะลวงประตู แต่ทว่ามันมีเรื่องฮาสำหรับแฟนบอลทีมอื่น แต่ฮาไม่ออกสำหรับทางแฟนบอลลาซิโอ เมื่อในช่วงการฉลองคริสต์มาสต์กับครอบครัวนั้น แกสคอยน์ ได้แจ้งมายังสโมสรว่าเขาได้รับบาดเจ็บ “กระดูกขาหัก” จนทำให้สโมสรถึงกับงงเลยว่า ขาหักไดัยังไง เพราะช่วงเวลานั้น ทีมปล่อยนักเตะกลับไปพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงเทศกาล โดยทางจอมทัพทีมชาติอังกฤษได้เปิดเผยออกมาว่า เขา “นอนตกเตียง” แค่นั้นเอง นอนตกเอียงแล้วขาลงผิดท่า ทำให้กระดูกขาของเขาหักนั่นเอง จนทำให้แกสคอยน์พักไปนานพอสมควรเลยทีเดียวสำหรับครั้งนี้

นอกจากนี้ แกสคอยน์ ยังเคยอัดฟาล์วเพื่อนร่วมทีม แต่เจ็บซะเองก็มี… มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องอยู่กับ พอล แกสคอยน์ กันอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เจ้าตัวไมได้ทำอะไรเลยในสนามแข่งขันจริง แต่ดันมาเล่นหนักและเอาจริงเอาจังตอนซ้อมหนักไปหน่อย เมื่อจอมทัพทีมชาติอังกฤษรายนี้เกิดนึกบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครทราบ เมื่อพุ่งเข้าเสียบสกัดเพื่อนร่วมทีมอย่างรุนแรงราวกับว่าตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ แต่แทนที่เพื่อนจะบาดเจ็บ กลับกลายเป็นว่าแกสคอยน์เจ็บหนักซะเอง แล้วก็ต้องพักยาวไปในที่สุด

อูบัลโด้ ฟิยอล ผู้รักษาประตูนิ้วขาด

ฟิโยล กับนิ้วที่ห้อยอยู่บนคานประตู

เรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียวสักหน่อยสำหรับคนเราที่ไม่มีใครอยากจะสูญเสียอวัยวะของตัวเองแน่นอน มันเจ็บปวดมากเลยทีเดียว แต่ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับตัวของ อูบัลโด้ ฟิโยล ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติอาร์เจนตินาชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1978 เพราะมันได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าจะทำให้ตัวของเขาลืมไม่ลงอย่างแน่นอน กับประสบการณ์ “นิ้วขาด” ที่เขาเจอมาตอนที่ซ้อมกับทีม ในช่วงเวลาที่ตำนานผู้รักษาประตูรายนี้ยังค้าแข้งอยู่นั้น เขาได้เล่นให้กับสโมสรในลีกบ้านเกิด แต่ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ ฟิโยล เพิ่งเข้าสู่ประตูวิวาห์กับภรรยาสาวมาพอดี และด้วยความที่ยังฟินกับการได้แต่งงาน มันเลยทำให้ ฟิโยล สวมแหวนหมั้นมาซ้อมด้วย และในช่วงก่อนการซ้อมจริงประจำวันนั้น ฟิโยล คือคนที่ชอบมาถึงสนามซ้อมก่อนเสมอ

สิ่งที่เขามักจะทำเป็นประจำก็คือ การกระโดดแตะคานบน กระโดดคว้าคานเพื่อวอร์มร่างกายบ้าง ดึงข้อบ้าง แต่มันเกิดเหตุพลิกล็อกขึ้นมา เมื่อนิ้วนางข้างซ้ายที่สวมแหวนหมั้นนั้น ดันไปเกี่ยวกับตาข่ายโกล์ด้านบนแล้วเกิดการพันจนเอาไม่ออก จนสุดท้าย ฟิโยล ก็ต้องห้อยอยู่แบบนั้นโดยที่เอานิ้วไม่ออกนั่นเอง และเมื่อแรงโน้มถ่วงของโลกเริ่มมากขึ้น ฟิโยลเองก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วกับการพยายามดึงตัวเองไว้ แถมสภาพของเท้าก็ลอยอยู่เหนือพื้นด้วยอีก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นของนิ้วนางกับมือก็ขาดออกจากันทันที เลือดพุ่งทะลีก ทำให้ฟิโยลส่งเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สนามได้ยิน และมาพบเข้า ก็มีการรีบส่งฟิโยลไปต่อนิ้วที่โรงพยาบาลและรักษาตัวอยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว

แจร์ซินโญ กับการยิงทุกนัด !

ฟุตบอลโลกเป็นรายการแข่งขันที่ 4 ปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่ง และแน่นอนว่าผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ของแทบทุกทีม ไม่ว่ายังไงก็ต้องอยากฝากฝังผลงานในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเอาไว้ให้แฟนบอลจดจำชื่อของเขาไปจนวันตายน่ะแหละ ยิ่งเป็นพวกแนวรุกด้วยแล้วนั้น สิ่งที่กดดันพวกเขาอยู่บนบ่าก็คือ การพยายามที่จะต้องยิงประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ บางคนนั้นกว่าจะยิงให้ได้สักครั้งหนึ่งนี่ก็ยากเย็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่บางคนก็กราดยิงซะเยอะแยะจนกลายเป็นว่าเรื่องยิงประตูในฟุตบอลโลกนั้นกลายเป็นเรื่องขนมสำหรับตัวของพวกเขาไปเลย

สำหรับนักเตะที่เราจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักในวันนี้ก็คือ แจรซินโญ่ ปีกจอมเทคนิคของทีมชาติบราซิลชุดทำศึกฟุตบอลโลก 1970 เพราะนี่คือนักเตะที่สร้างตำนานและสถิติที่ไม่สามารถมีใครลบล้างลงได้ นั่นก็คือ …. ยิงทุกนัดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ในปี 1970 ฟุตบอลโลกที่ทีมชาติบราซิลมีโอกาสได้ร่วมโม่แข้งด้วยนั้นมีทั้งสิ้น 7 นัดตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ และในทุกนัดที่บราซิลลงเล่นนั้น แจร์ซินโญ สามารถตะบันประตูให้กับทีมได้ทั้ง 7 นัดเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติอิตาลีนั้น ก็ยังเป็นเขาอีกตามเคยที่ยิงประตูได้ในการแข่งขัน แต่น่าเสียดายที่ในทัวร์นาเมนต์ 1970 การยิง 7 ประตูของแจร์ซินโญ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รางวัลดาวยิงสูงสุดอยู่ดี

อะตอมมิคคิ๊ก ไม้ตายในตำนานของ ริเวลิโน

การยิงประตูแบบโอเพนเพลย์นั้น มันเป็นที่เห็นกันได้อยู่บ่อยๆอยู่แล้วในโลกของลูกหนัง แต่ว่าลูกนิ่งหน้าเขตโทษนี่เอง ซึ่งเป็นทีเด็ดที่ทำให้แฟนบอลสามารถตื่นเต้นกันได้อย่างมาก … อย่างเช่นลูกฟรีคิก “อะตอมมิค” ที่เกิดจากการยิงของ ริเวลิโน ปีกปีศาจของทีมชาติบราซิลชุดลุยฟุตบอลโลก 1974 ทีมชาติบราซิล มาแข่งขันที่ประเทศเยอรมันในฐานะแชมป์เก่าฟุตบอลโลก และพวกเขาก็มีนักเตะที่ได้รับสานต่อเสื้อหมายเลข 10 ของเปเล่ที่เลิกเล่นให้กับทีมชาติบราซิลไปแล้วนั่นก็คือตัวของ ริเวลิโน ที่ในทัวร์นาเมนต์นี้ เขาฝากฝังฟรีคิกสุดสวยเอาไว้ในเกมที่เจอกับสกอตแลนด์

ในจังหวะที่บราซิลได้ฟรีคิกนั้น นักเตะบราซิลคนหนึ่ง ได้ไปแทรกในกำแพงของนักเตะสกอตแลนด์ และเมื่อตัวของริเวลิโน จะวิ่งเข้าไปสับไกด้วยซ้ายนั้น เพื่อนร่วมทีมชาติบราซิลของเขาก็หลบออกจากกำแพง ทำให้กำแพงคนของสกอตแลนด์แหวกเป็นช่องเลยทีเดียว ซึ่งบอลจากเท้าซ้ายของริเวลิโน ก็พุ่งโค้งวาบเดียวเข้าประตูไปเลยอย่างสวยงาม จนมันเป็นต้นกำเนิดตำนานฟรีคิกอะตอมมิคอันโด่งดังของริเวลิโน

ถ้วย จูลล์ ริเมต์ ถ้วยฟุตบอลโลกใบแรกที่อังกฤษ

น้องหมาเป็นผู้ดมกลิ่นหาถ้วยฟุตบอลโลกเจอ

เรื่องของสุนัขนั้น มีมาเกี่ยวพันกันในการแข่งขันฟุตบอลด้วยแบบไม่น่าเชื่อ โดยครั้งนี้เราจะย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษเป็นเจ้าภาพ โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลกทัวร์นาเมนต์คือครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงบัดนี้ที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มีคนกล่าวไว้ว่า มันเหมือนเป็นการกลับมาสู่แผ่นดินรากเหง้าของประเทศที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นกำเนิดชาติแรกๆที่เล่นฟุตบอลเลยทีเดียว การแข่งขันที่อังกฤษนั้น ทางด้านของ FIFA ก็ได้นำถ้วย จูลล์ ริเมต์ (ถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถ้วยแรก) มาเตรียมพร้อมก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มเปิดฉากขึ้น แต่มันเกิดเหตุดราม่าขึ้นมาซะแบบนั้น เมื่อถ้วยจูลล์ ริเมต์ เกิดหายไปซะดื้อๆ ไม่มีใครทราบว่าถ้วยแชมป์โลกที่ศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญที่สุดแบบนี้หายได้ยังไงและใครขโมย จนมันเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเลยทีเดียวว่าอังกฤษทำถ้วยแชมป์โลกหายตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์ยังไม่เริ่ม

ทาง FA หรือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ก็ต้องพยายามประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รีบเสาะหาถ้วยจูลล์ ริเมต์ กันยกใหญ่ และต้องพยายามจับเอาตัวการที่ขโมยไป มาลงโทษให้ได้ แต่สุดท้ายนั้นก็ยังดีที่ “สุนัขตำรวจ” คือฮีโร่ในภารกิจครั้งนี้ เมื่อน้องหมาจากกรมตำรวจ สามารถดมกลิ่นจนเจอ “ถ้วยจูลล์ ริเมต์” ถูกห่อใส่กระดาษและทิ้งเอาไว้ในถังขยะในพื้นที่แห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน ! ซึ่งเรียกว่ายังดีที่ภารกิจการค้นหาถ้วยแชมป์โลกนั้น สามารถเคลียร์ไปได้อย่างใจหายใจคว่ำ จนมันนำเข้าสู่รายการแข่งขันได้ทันเวลา และทีมชาติอังกฤษ เจ้าภาพในครั้งนี้ ก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้บนแผ่นดินประเทศตัวเองด้วยเช่นกัน

ความยิ่งใหญ่ของมาราโดนาที่ดันเอาไปใช้เป็นฉายาให้กับรุ่นพี่ …

ดิเอโก้ มาราโดนา เป็นตำนานนักเตะที่โด่งดังสุดๆในยุค 80 เขาเป็นนักเตะที่มีทักษะการเล่นอันเหนือชั้น และไม่มีใครที่เกิดทันในยุคนั้นจะต้องลืมลีลาอันเหนือชั้นของเขา เท้าซ้ายที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพที่ทั้งเลี้ยงบอล จ่ายบอล ยิงฟรีคิก ยิงประตูได้ทุกรูปแบบ แน่นอนว่าถ้าหากเป็นยุค 80 เราก็ต้องยกย่องให้ตัวของเขานี่แหละเป็นโคตรนักเตะที่เก่งที่สุดในยุคนั้น แต่อันที่จริงนั้น นักเตะที่ “เก่งกว่า” มาราโดนา และเคยมาโลดแล่นในเซเรียอาในฐานะนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา ก็ยังมีอยู่อีกคนหนึ่ง แถมเขายังเป็นสตาร์หายเลข 10 ของทีมชาติอาร์เจนตินาและยูเวนตุสอีกด้วย นั่นก็คือตัวของ โอมาร์ ซิวอรี หน้าต่ำหัวโตชาวฟ้าขาวที่สร้างชื่ออย่างมากในวงการฟุตบอลอิตาลียุค 60

เขามีเท้าซ้ายที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ กล้าเล่นกล้าลุย เลี้ยงบอลติดเท้า แถมยังเคยเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์อีกด้วย ในยุคสมัยนั้น ซิวอรี เป็นนักเตะที่ได้รับฉายาตามลักษณะทางกายภาพของเขาก็คือ “เอล กาเบซอน” ที่แปลว่าไอ้หัวโต แต่ว่าเมื่อกาลเวลาไปนานวันเข้าจนเข้าถึงยุคที่ ดิเอโก้ มาราโดนา อันเป็นนักเตะรุ่นน้องกำลังครองความยิ่งใหญ่ มันก็มีการนำเอาตัวของ มาราโดนา ไปเปรียบเทียบกับ ซิวอรี แล้วไปๆมาๆ ชื่อของ มาราโดนา กลับนำไปใช้เป็นฉายาของซิวอรีโดยแฟนบอลรุ่นใหม่ซะแบบนั้น ในชื่อว่า “มาราโดนายุค 60” … บ่งบอกได้เลยว่า มาราโดนา ยิ่งใหญ่ขนาดว่ามีอิทธิพลต่อการไปวัดรอยเท้ากับนักเตะฟ้าขาวที่เป็นตัวเป้งๆได้ทุกคน

มาสเตอร์ด้านกีฬาของแท้สำหรับ อัลคันทาราร์

เราจะย้อนกลับไปยังสมัยที่ฟุตบอลยังอยู่ในยุคคลาสสิก และบาร์เซโลนา เคยมีโคตรตำนานกองหน้าที่เป็นลูกครึ่ง สแปนิช-ฟิลิปปินส์ ที่มีนามว่า เปาลิโน อัลคันทาราร์ อยู่ในทีมด้วย เขาเป็นกองหน้าที่มีเท้าซ้ายพิฆาต และยังมีความรเวในการเล่นฟุตบอลด้วย สำหรับชีวิตของเขานั้น เขาเคยผ่านการค้าแข้งกับบาร์เซโลนา 2 ช่วงเวลาด้วยกัน โดยในช่วงหลังจากที่ค้าแข้งกับบาร์เซโลนาครั้งแรกนั้น เขาได้กลับไปยังฟิลิปปินส์ แผ่นดินเกิดของคุณแม่ของเขา และที่นั่น เปาลิโน มีโอกาสได้ลงเล่นให้กับทีมชาติฟิลิปปินส์ ไปทำศึกมหกรรมกีฬา “ฟาร์ อีสเทิร์น เอเชีย” หรือที่รู้จักในชื่อว่า “ซีเกมส์” ด้วยอีกรายการหนึ่ง โดยเขาลงเล่นในนามทีมฟุตบอลทีมชาติฟิลิปปินส์ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากฟุตบอลที่เปาลิโน ได้ลงแข่งขันในซีเกมส์ครั้งดังกล่าวด้วย นั่นก็คือการแข่งขัน “เทเบิล เทนนิส” หรือ “ปิงปอง” นั่นเอง โดยเปาลิโนจัดว่าเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจทั้งด้านฟุตบอล และ ปิงปอง เลยทีเดียว และเมื่อจบภารกิจดังกล่าว เขาก็ได้กลับมายังสเปนอีกครั้งเพื่อเล่นให้กับบาร์เซโลนา

Paulino Alcantara กับฝีมือ 2 ยอดกีฬาใน 1 เดียว