5 การเปลี่ยนแปลงที่ ราล์ฟ รังนิค ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแล้วที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

5 การเปลี่ยนแปลงที่ ราล์ฟ รังนิค ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแล้วที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มต้นได้ดีภายใต้กุนซือขัดตาทัพอย่าง ราล์ฟ รังนิค เริ่มจากเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากนั้นเขาก็ส่งผู้เล่นตัวสำรองยกชุดในการเจอกับ ยัง บอยส์ ในช่วงกลางสัปดาห์ เด็ก ๆ ไม่ทำให้ผิดหวังและสามารถยันเสมอได้ 1-1 และล่าสุดเฉือนเอาชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นฟอร์มที่ไม่ดีนักก็ตาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก มันยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของ ราล์ฟ รังนิค เขามีปรัชญาและสไตล์การเล่นเป็นของตัวเอง และต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่ลูกทีมของเขาจะคุ้นเคย แต่ รังนิค ได้ทำการตัดสินใจที่สำคัญบางอย่างนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาดูการเปลี่ยนแปลง 5 อย่างของ ราล์ฟ รังนิค ที่เขาได้ทำกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้วกัน!

 

1. บทบาทใหม่สำหรับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด

1. บทบาทใหม่สำหรับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ และ เฟร็ด

รังนิค ใช้การยืนแบ็คไลน์ที่สูงและนั่นคือสิ่งที่ช่วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างมากใน 3 เกมที่ผ่านมา ที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ใช้การแบ็คไลน์ที่ต่ำในแดนของตัวเอง มันเลยบีบให้มิดฟิลด์ตัวรับต้องปิดช่องว่างมากเกินไป

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ยืนสูง เฟร็ด และ แม็คโทมิเนย์ จึงมีส่วนร่วมมากขึ้นในพื้นที่สุดท้ายของสนาม ในขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ เฟร็ด ดูเหมือนจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของ รังนิค

ความสามารถของ เฟร็ด ในการเลี้ยงบอลเอาชนะคู่แข่งได้เพิ่มอาวุธให้ ยูไนเต็ด เขาทำประตูชัยในเกมกับ คริสตัล พาเลซ และยังมีส่วนร่วมอย่างมากในเกมกับ นอริช ซิตี้ อีกด้วย แม้หลายคนจะเอือมการจับคู่ของสองแข้งนี้ แต่ในยุคของ รังนิค ทั้งคู่ถูกใช้งานแตกต่างจากยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อย่างสิ้นเชิง

 

2. ฟูลแบ็คเติมเกมสูงขึ้น

2. ฟูลแบ็คเติมเกมสูงขึ้น

แม้ว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเริ่มต้นของ โซลชาร์ แต่ก็มีตัวแปรอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การคุมทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ทีมปีศาจแดงขาดสมดุล เมื่อเกมรับปัญหา โซลชาร์ ต้องพึ่งพาความสามารถของ อารอน วาน-บิสซาก้า แต่นอกเหนือจากเกมรับแล้ว วาน-บิสซาก้า แทมจะไร้ประโยชน์ในเกมรุก

รังนิค เข้ามาทำให้ฟูลแบ็คเติมเกมรุกสูงขึ้น ในระบบ 4-2-2-2 ของรังนิค ฟูลแบ็คมักจะรับผิดชอบริมเส้นเป็นหลักทั้งรับและรุก ผลที่ตามมาคือ ดิโอโก้ ดาโลต์ และ อเล็กซ์ เตลเลส ที่สามารถจ่ายบอลได้อย่างยอดเยี่ยมยึดตัวจริงจาก วาน-บิสซาก้า และ ลุค ชอว์ ไปเลย

 

3. เพรสซิ่งที่ดุดันขึ้น

3. เพรสซิ่งที่ดุดันขึ้น

นี่เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดที่เราได้เห็นจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แน่นอนว่า รังนิค เป็นผู้บุกเบิกระบบ ‘เกเก้นเพรสซิ่ง’ โดยผู้เล่นพยายามเพรสซิ่งและแย่งลูกบอลกลับทันทีหลังจากเสียการครอบครอง นี่คือระบบที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ประสบความสำเร็จที่ ลิเวอร์พูล

ยูไนเต็ด แย่งบอลได้ 12 ครั้งในพื้นที่สุดท้ายในเกมที่เจอ พาเลซ นั่นมากที่สุดในเกมเดียวนับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเลยทีเดียว ปีศาจแดงดูแย่มาก ๆ ในการเข้าปะทะ จำนวนการเข้าปะทะมากที่สุดในเกมเดียวของ ยูไนเต็ด เกิดขึ้นในเกมกับ พาเลซ (24 ครั้ง) และกับ นอริช (21 ครั้ง) ซึ่งนั่นเป็น 2 นัดภายใต้การคุมทีมของ รังนิค

 

4. ความแข็งแกร่งในเกมรับ

4. ความแข็งแกร่งในเกมรับ

ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีตได้ 2 จาก 2 เกมในพรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ รังนิค แม้ว่า พาเลซ และ นอริช จะไม่ใช่คู่แข่งแบบที่ ยูไนเต็ด ต้องการทดสอบตัวเอง แต่เกมรับของพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประตูเดียวที่พวกเขาเสียไปใน 3 เกมที่ รังนิค คุมทีมนั้นมาจากการจ่ายบอลคืนที่ผิดพลาดจาก ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค แต่อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ด ไม่เสียโอกาสง่าย ๆ ให้เห็นมากแบบเหมือนกันแล้ว ตอนนี้ปีศาจแดงกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ต้องขอบคุณวิธีการจัดระเบียบของทีมในสนามตั้งแต่ รังนิค เข้ารับตำแหน่งด้วย

 

5. รังนิค ไม่กลัวที่จะวิจารณ์และกดดันนักเตะผ่านสื่อ

5. รังนิค ไม่กลัวที่จะวิจารณ์และกดดันนักเตะผ่านสื่อ

โซลชาร์ ระมัดระวังที่จะพูดอะไรออกมาเพราะอาจทำให้มีปัญหาไม่ลงรอยกับผู้เล่นได้ มันมีความรู้สึกว่าบางทีเขาอาจจะเป็นมิตรเกินไป โค้ชจะต้องชื่นชมและดุดันในปริมาณที่เท่ากันเพื่อให้เขาใช้อำนาจเหนือผู้เล่นได้

รังนิค แสดงตนถึงการยืนหยัดว่าไม่มีนักเตะคนไหนที่ใหญ่ไปกว่าสโมสร เขาโต้ตอบ มิโน่ ไรโอล่า โดยยืนยันว่าจะไม่ขวางทาง ปอล ป็อกบา หากนักเตะไม่มีใจ เช่นเดียวกับการพูดถึง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ด้วยเช่นกันว่าต้องการให้นักเตะมาแจ้งสโมสรด้วยตัวเองหากอยากย้ายทีม และไม่สนสิ่งที่ ฟิลิปป์ ลอมโบเลย์ เอเยนต์ของเจ้าตัวพูดถึง